แมกนีเซียม แร่ธาตุเล็กๆ แต่สำคัญยิ่งต่อร่างกาย

ความสำคัญของแมกนีเซียม ในร่างกาย

  1. แมกนีเซียมมีบทบาทในร่างกายมากกว่า 300 กระบวนการ
    • หมายถึงว่าแมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อกระบวนการทางชีวเคมีในร่างกาย เช่น การทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการผลิตพลังงาน
  2.  ช่วยลดความเครียดและทำให้ระบบประสาทสงบ
    • แมกนีเซียมช่วยควบคุมฮอร์โมนความเครียด (เช่น คอร์ติซอล) และช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย
    • คนที่ขาดแมกนีเซียมมักมีปัญหาเกี่ยวกับความเครียด นอนไม่หลับ หรือรู้สึกวิตกกังวล
  3.  แนะนำให้เสริมแมกนีเซียมหากร่างกายได้รับไม่เพียงพอ
    • แมกนีเซียมสามารถได้รับจากอาหาร เช่น ผักใบเขียว ถั่ว อะโวคาโด และเมล็ดพืช
    • หากได้รับไม่พอ สามารถใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้
    • ในวิดีโอมีการโปรโมตร้านค้าออนไลน์ Clive de Carle และให้โค้ดส่วนลด “PHILLY10”

สรุปใจความสำคัญ

  • แมกนีเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายมาก
  • ช่วยลดความเครียด ทำให้ระบบประสาทสงบ
  • ควรได้รับจากอาหารหรืออาหารเสริม หากร่างกายขาด

ผลไม้ไทยที่มีแมกนีเซียมสูง

กล้วย

กล้วยทุกสายพันธุ์ (เช่น กล้วยน้ำว้า, กล้วยหอม, กล้วยไข่) ถือเป็นผลไม้ที่มีแมกนีเซียมสูง ประมาณ 27 มิลลิกรัมต่อเนื้อกล้วย 100 กรัม นอกจากนี้กล้วยยังมีโพแทสเซียมสูง และทางการแพทย์แผนไทยเองก็แนะนำการกินกล้วยเพื่อช่วยป้องกันตะคริวหรืออาการเกร็งของกล้ามเนื้อ เนื่องจากแร่ธาตุทั้งแมกนีเซียมและโพแทสเซียมในกล้วยมีส่วนช่วยปรับสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย (เช่น แนะนำให้กินกล้วยหลังออกกำลังกายหรือก่อนว่ายน้ำเพื่อป้องกันตะคริว)

ฝรั่ง

ฝรั่งเป็นผลไม้พื้นบ้านที่หารับประทานได้ง่าย มีใยอาหารและวิตามินซีสูง และยังให้แมกนีเซียมประมาณ 22 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม ของเนื้อฝรั่งสด การกินฝรั่งเป็นของว่างหรือผลไม้หลังอาหาร จะช่วยเพิ่มแมกนีเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ ให้แก่ร่างกายได้เป็นอย่างดี

มะละกอ

มะละกอสุกนอกจากมีเบตาแคโรทีนและวิตามินเอสูงแล้ว ยังเป็นแหล่งของแมกนีเซียมด้วย โดยเนื้อมะละกอสุก 100 กรัมจะให้แมกนีเซียมประมาณ 21 มิลลิกรัม การรับประทานมะละกอสุกหรือทำส้มตำจากมะละกอดิบ ก็เป็นวิธีเพิ่มกากใยและแมกนีเซียมในมื้ออาหารได้เช่นกัน

ผลไม้ชนิดอื่นๆ

ผลไม้ชนิดอื่นๆ ผลไม้ไทยและเขตร้อนชนิดอื่นที่มีแมกนีเซียมอยู่ในเกณฑ์ดี ได้แก่ ส้ม และ แคนตาลูป ซึ่งทางแพทย์แผนไทยจัดอยู่ในกลุ่มผลไม้ต้านตะคริวเช่นกัน (แม้แมกนีเซียมต่อหน่วยน้ำหนักจะไม่สูงเท่ากล้วยหรืออะโวคาโด แต่ก็มีแร่ธาตุรวมหลายชนิด) รวมถึงผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ต่าง ๆ ที่เดี๋ยวนี้มีปลูกในไทย (เช่น สตรอว์เบอร์รี่ ราสพ์เบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่) ก็มีแมกนีเซียมพอสมควรประมาณ 20–22 มก./100 กรัม เช่นเดียวกับสับปะรดซึ่งมีแมกนีเซียมและแมงกานีสสูงในกลุ่มผลไม้เขตร้อน (น้ำสับปะรด 100 มล. ให้แมกนีเซียมราว 114 มก. ตามฐานข้อมูลโภชนาการ)

ผักและสมุนไพรไทยที่มีแมกนีเซียมสูง

ผักใบเขียวเข้ม

ผักใบเขียวจัดว่าเป็นแหล่งแมกนีเซียมชั้นยอดที่หาได้ในชีวิตประจำวัน ผักใบเขียวหลายชนิดในไทยอุดมด้วยแมกนีเซียม เช่น ผักโขม/ปวยเล้ง, ผักเคล, คะน้า, บรอกโคลี, ตำลึง เป็นต้น โดยตัวอย่างเช่น ปวยเล้งสุก 225 กรัม มีแมกนีเซียมประมาณ 157 มิลลิกรัม (คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการทั้งวัน) แสดงให้เห็นว่าการกินผักใบเขียวในแต่ละมื้อจะช่วยเพิ่มแมกนีเซียมได้มาก ผักคะน้าและบรอกโคลีแม้ในปริมาณ 100 กรัมจะมีแมกนีเซียมราว 20–30 มก. แต่ก็มักกินในปริมาณมากในหนึ่งมื้อ ทำให้ได้รับแมกนีเซียมรวมไม่น้อย ผักพื้นบ้านอย่างตำลึงซึ่งนิยมนำมาต้มจิ้มน้ำพริกหรือต้มจืด ก็เป็นตัวอย่างผักใบเขียวของไทยที่ช่วยเสริมแมกนีเซียมและแคลเซียมให้ร่างกายได้ดี

ผักและพืชสมุนไพรพื้นบ้านอื่นๆ

ผักพื้นบ้านไทยหลายชนิดมีแร่ธาตุแมกนีเซียมสูงไม่แพ้ผักฝรั่ง ตัวอย่างที่โดดเด่น ได้แก่ สะเดา (ใบและยอดอ่อน) ที่คนไทยนิยมรับประทานกับน้ำปลาหวานหรืออาหารฤดูหนาว มีแมกนีเซียมประมาณ 118 มก. ต่อ 100 กรัม , สะตอ (ลูกสะตอหรือหมากลิ้นช้าง ผักพื้นบ้านภาคใต้) มีแมกนีเซียมราว 111 มก./100 กรัม และ ใบยอ (ใบของต้นลูกยอ นิยมนำมาใช้ห่อหมกหรือแกง) ก็มีแมกนีเซียมประมาณ 93 มก./100 กรัม (ในใบยอนึ่ง) นอกจากนี้ ยอดฟักแม้ว (ยอดตำลึงฝรั่ง) ก็ถูกบันทึกว่ามีแมกนีเซียมสูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มผักใบ (ประมาณ 29 มก./100 กรัม) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของกระทรวงสาธารณสุขที่พบว่าผักอย่าง ยอดฟักแม้วและบรอกโคลี มีปริมาณแมกนีเซียมสูงสุดในบรรดาผักที่ทำการวิเคราะห์ในการศึกษานั้น

ถั่ว ธัญพืช และเมล็ดพืช

แม้หัวข้อคำถามจะเน้นที่ผักและผลไม้ แต่อีกกลุ่มอาหารที่คนไทยบริโภคและให้แมกนีเซียมสูงคือพืชตระกูลถั่ว เมล็ดพืช และธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ถั่วเหลือง ถั่วลิสง เมล็ดฟักทอง เมล็ดงา ข้าวกล้อง ข้าวสาลีเต็มเมล็ด ล้วนมีแมกนีเซียมสูงมากเมื่อเทียบปริมาณอาหาร 100 กรัม (เมล็ดฟักทองแห้ง 100 กรัมมีแมกนีเซียม ~380 มก. ส่วนงาดิบ 100 กรัมมี ~299 มก. ) การโรยงาเพิ่มเติมในอาหารหรือกินธัญพืชไม่ขัดสีเป็นประจำจึงช่วยเสริมแมกนีเซียมได้มากเช่นกัน

มุมมองการแพทย์แผนไทยและคำแนะนำในการเพิ่มแมกนีเซียม

การป้องกันตะคริวและการรักษาสมดุลธาตุในร่างกาย – แพทย์แผนไทยมองว่าอาการตะคริว (การหดเกร็งของกล้ามเนื้อ) เป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการเสียสมดุลของธาตุหรือเกลือแร่ในร่างกาย โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อนที่มีเหงื่อออกมาก กรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้แนะนำให้ประชาชนบริโภคผักและผลไม้ที่มีแร่ธาตุโพแทสเซียมและแมกนีเซียมสูงเพื่อป้องกันตะคริวและรักษาสมดุลเหล่านี้ เช่น กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม กล้วยไข่ ส้ม มะเขือเทศ แคนตาลูป และผักใบเขียวต่าง ๆ ในแต่ละวัน ผลไม้เหล่านี้จัดเป็น “สมุนไพร” ใกล้ตัวในทรรศนะของแพทย์แผนไทยที่ช่วยเติมเกลือแร่ให้ร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยแนะนำให้รับประทานเป็นประจำในช่วงอากาศร้อนหรือหลังการออกแรงมากๆ เพื่อป้องกันการเป็นตะคริวและภาวะขาดเกลือแร่

การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรในอาหารไทย

อาหารไทยดั้งเดิมขึ้นชื่อว่ามีการใช้พืชผักสมุนไพรหลากหลายชนิด ซึ่งนอกจากจะให้สรรพคุณทางยาแล้วยังเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการด้วย สมุนไพรหลายอย่างที่คนไทยกินเป็นผักมีแมกนีเซียมอยู่มาก ตัวอย่างเช่น ถั่วงอก และ รากบัว (หัวบัว) ซึ่งถือเป็น “สุดยอดอาหาร” ที่อุดมไปด้วยทั้งแมกนีเซียม แคลเซียม และโพแทสเซียม รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ การรับประทานแกงหรือผัดไทยที่ใส่ถั่วงอกดิบเคียง รวมถึงขนมหวานหรือน้ำสมุนไพรที่มีรากบัวเป็นส่วนผสม จึงเป็นอีกวิธีหนึ่งในการได้รับแร่ธาตุแมกนีเซียมตามภูมิปัญญาอาหารไทยดั้งเดิม
• เครื่องดื่มและตำรับสมุนไพรไทย – ในการแพทย์แผนไทย มีการนำพืชสมุนไพรมาใช้ทำเครื่องดื่มบำรุงร่างกายหลายชนิด ซึ่งมักให้ทั้งสรรพคุณทางยาควบคู่ไปกับวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ เช่น น้ำใบเตยหอม ที่คนไทยนิยมดื่มเพื่อความสดชื่น ช่วยลดความดันและบำรุงหัวใจ ตามตำรับยังพบว่าใบเตยหอมมีองค์ประกอบของแร่ธาตุหลายชนิด รวมถึงแมกนีเซียม สังกะสี ทองแดง วิตามินบีต่าง ๆ และโพแทสเซียม เป็นต้น การดื่มน้ำสมุนไพรอย่างน้ำใบเตย น้ำมะตูม หรือน้ำเก๊กฮวยที่ไม่หวานจนเกินไป แทนการดื่มน้ำอัดลม ก็เป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลักแพทย์แผนไทยในการเสริมสุขภาพโดยได้รับแร่ธาตุและวิตามินจากธรรมชาติ

ผักใบเขียวและผลไม้ไทยหลายชนิดเป็นแหล่งแมกนีเซียมชั้นดีที่สามารถรับประทานได้เป็นประจำเพื่อเสริมสุขภาพ แร่ธาตุแมกนีเซียมมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ประสาท และกระดูก การได้รับแมกนีเซียมเพียงพอจากอาหารหลากหลายชนิด (ทั้งผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช และสมุนไพร) จะช่วยป้องกันภาวะขาดแมกนีเซียมและปัญหาสุขภาพต่าง ๆ เช่น ตะคริว อ่อนเพลีย หรือกระดูกพรุนได้ ตามแนวทางแพทย์แผนไทย การเลือกกินอาหารตามฤดูกาลที่มีสมุนไพรผักพื้นบ้านผสมผสานอยู่ในเมนู จะช่วยให้ร่างกายได้รับทั้งสรรพคุณยาและแร่ธาตุวิตามินที่ครบถ้วน ส่งผลให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงสมดุลยิ่งขึ้น